การแข่งขันชิงแชมป์โลกจักรยานยนต์ทางเรียบ ‘โมโตจีพี’ (FIM MotoGP™ 2026) เปิดฉากที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2569 ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนจัดและการเร่งความเร็วสูงที่กดดันทั้งตัวรถและผู้ขับขี่ โดยมีอุณหภูมิพื้นผิวแทร็กสูงสุดถึง 58 องศาเซลเซียส ทำให้การบริหารจัดการยางเป็นปัจจัยชี้ขาดทั้งในรอบสปรินต์และรอบชิงชนะเลิศ
ในปีนี้ การแข่งขันโมโตจีพี ‘พีที กรังด์ปรีซ์ ออฟ ไทยแลนด์’ (PT Grand Prix of Thailand) บรรยากาศคึกคักเป็นพิเศษ โดยมียอดผู้เข้าชมสูงสุดในรอบ 7 ปี ที่นั่งบนอัฒจันทร์ถูกจับจองเต็มความจุทั้งหมด เนื่องจากแฟน ๆ ต่างมาชมการแข่งขันรอบเปิดฤดูกาลกันอย่างคับคั่ง ขณะเดียวกัน ก็ได้รับความสนใจในระดับนานาชาติอย่างกว้างขวางจากสื่อและผู้ชมทั่วโลกผ่านการถ่ายทอดสดและโซเชียลมีเดีย
เพื่อเพิ่มบรรยากาศแห่งความสนุกสนาน นักแข่งโมโตจีพีได้เข้าร่วมกิจกรรม “ตุ๊กตุ๊ก ชาเลนจ์” (Tuk Tuk Challenge) เมื่อแชมป์โลกต้องมาเจอศึกประชันความเร็วแบบซอฟ์ตพาวเวอร์ของไทยที่เป็นปรากฏการณ์สุดกระหึ่มไปทั่วโลก โดยแห่รอบสนามแข่งด้วยรถตุ๊กตุ๊กไทยที่ตกแต่งเป็นพิเศษ 12 คัน พร้อมทักทายแฟน ๆ และแจกของที่ระลึกรุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่น สะท้อนเสน่ห์วัฒนธรรมไทยและเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของของผู้ชมตลอดสุดสัปดาห์
การจัดสรรยางของมิชลินสำหรับการแข่งขันในฤดูกาลนี้: ความแม่นยำสำหรับสภาพสุดท้าทาย
ในฐานะผู้จัดหายางอย่างเป็นทางการของโมโตจีพี มิชลินเตรียมยางซีรีส์ ‘พาวเวอร์ สลิค’ (MICHELIN Power Slick ) สำหรับพื้นแห้ง และ ‘พาวเวอร์ เรน’ (MICHELIN Power Rain) สำหรับพื้นเปียก ครบถ้วนพร้อมรองรับทุกสภาพแทร็กตลอดสุดสัปดาห์ของการแข่งขัน โดยมีทีมปฏิบัติการภาคสนามของมิชลิน 24 คน ซึ่งประกอบด้วยนักพัฒนาผลิตภัณฑ์ 2 คน, ช่างเทคนิค 6 คน, ช่างประกอบติดตั้งยาง 10 คน, ผู้จัดการและเจ้าหน้าที่ประสานงาน 1 คน, เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ 2 คน และเจ้าหน้าที่สื่อสารการตลาด 3 คน ประจำการให้การสนับสนุนทีมแข่งอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่การติดตั้งยาง ตรวจสภาพ บันทึกข้อมูล วิเคราะห์ประสิทธิภาพ ให้คำแนะนำการตั้งค่า ไปจนถึงการสนับสนุนทางเทคนิคแบบเรียลไทม์ เพื่อคงไว้ซึ่งความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ และความเป็นเลิศในระดับการแข่งขันอย่างสม่ำเสมอภายใต้สภาวะที่ท้าทายของการแข่งขัน
เพื่อให้ตรงกับความต้องการของสนามบุรีรัมย์และสนามอื่น ๆ ในฤดูกาลนี้ มิชลินได้แนะนำการจัดสรรยางที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ โดยมีตัวเลือกยางหน้าสองแบบ (นุ่มและปานกลาง) และยางหลังสองแบบ (นุ่มและปานกลาง) โดยยางหลังมีการเสริมโครงสร้างเพื่อช่วยควบคุมอุณหภูมิและเพิ่มความเสถียรภายใต้การเร่งความเร็วอย่างหนัก โครงสร้างยางหลังแบบเสริมแรงที่ผ่านการทดสอบก่อนเปิดฤดูกาล ช่วยลดอุณหภูมิการทำงานได้ราว 15 องศาเซลเซียส ทำให้มั่นใจได้ถึงประสิทธิภาพที่สม่ำเสมอในสภาวะการแข่งขันระยะทางไกล
ทั้งนี้ การจัดสรรยางใหม่ในปีนี้ยังสอดคล้องกับกลยุทธ์ของมิชลินที่ลดจำนวนสเปก แต่เพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้งาน เปิดโอกาสให้ผู้ขับขี่ปรับเลือกใช้ยางยางให้เหมาะกับสไตล์และแผนกลยุทธ์การแข่งขันได้มากขึ้น
มร. ปิเอโร ทารามัสโซ่ (Piero Taramasso) ผู้จัดการฝ่ายมอเตอร์สปอร์ต กลุ่มผลิตภัณฑ์ 2 ล้อ ของมิชลิน เปิดเผยว่า “บุรีรัมย์เป็นสนามทดสอบยางที่สำคัญเสมอ เนื่องจากอุณหภูมิที่สูงมากและแรงเร่งที่ต่อเนื่อง ด้วยอุณหภูมิพื้นผิวสนามที่สูงถึง 58 องศาเซลเซียส การจัดการความร้อนจึงเป็นความท้าทายหลักของสุดสัปดาห์นี้ โครงสร้างยางหลังที่เสริมความแข็งแรงนั้นทำงานได้ตามคาด ให้ความเสถียร ความสม่ำเสมอ และการควบคุมอุณหภูมิได้ตลอดระยะทางการแข่งขัน ผลงานที่นักแข่งทำได้ตั้งแต่วันศุกร์แสดงให้เห็นว่าโซลูชันของเรามอบทั้งแรงยึดเกาะ ความนิ่ง และอิสระในการเลือกใช้งานอย่างแท้จริงสำหรับทุก ๆ ทีม”
We Race for Change: ความมุ่งมั่นของมิชลินต่อนวัตกรรมที่ยั่งยืน ผ่านสนามแข่งขัน
การมีส่วนร่วมของมิชลินในโมโตจีพีนั้นยึดมั่นในแนวคิด ‘We Race for Change’ โดยใช้มอเตอร์สปอร์ตเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำหรับนวัตกรรมที่ยั่งยืน ความท้าทายและความต้องการสุดขีดของโมโตจีพีกลายเป็น ข้อมูลภาคสนามอันทรงคุณค่าสำหรับการพัฒนาเทคโนโลยียางรุ่นใหม่ที่ให้ผลลัพธ์ดังนี้
- ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
- ยกระดับความทนทาน
- เพิ่มความมั่นใจและความปลอดภัยของผู้ขับขี่
การเปิดตัวยางของมิชลินในการแข่งขัน โมโตจีพี ‘พีที กรังด์ปรีซ์ ออฟ ไทยแลนด์’ ในฤดูกาลนี้ เน้นย้ำถึงพันธกิจของมิชลินในการนำสมรรถนะจากสนามแข่งขันไปพัฒนาเป็นโซลูชันยั่งยืนสำหรับอนาคต ซึ่งความมุ่งมั่นดังกล่าวยังคงเดินหน้าต่อเนื่องอย่างแข็งแกร่งในปี 2569 นี้
หลังจากเปิดฤดูกาลด้วยการแข่งขันที่เข้มข้นและทำลายสถิติหลายรายการ คาราวานโมโตจีพีจะมุ่งหน้าต่อไปยังเมืองกอยาเนีย ประเทศบราซิล ซึ่งมิชลินจะยังคงมีบทบาทเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญในการบริหารจัดการประสิทธิภาพของยางภายใต้สภาพสนามรูปแบบใหม่ เพื่อสนับสนุนให้ทุกทีมสามารถดึงศักยภาพรถแข่งออกมาได้สูงสุดในสนามถัดไป





























