ล่าสุด ‘มิชลิน’ ผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยียางล้อระดับโลก ได้เปิดตัวเทคโนโลยีแบบจำลองยางเสมือนจริง Universal Tire Digital Twin ซึ่งสามารถแปลงข้อมูลที่ได้จากระบบรถเป็นข้อมูลเชิงลึกที่นำไปใช้ได้จริงแบบเรียลไทม์เพื่อให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์แก่รถยนต์หรือผู้ขับขี่ โดยมิชลินได้นำความเชี่ยวชาญด้านฟิสิกส์ของยางรถยนต์ที่สั่งสมมานานกว่า 130 ปี มาผสานกับการสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ขั้นสูง เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และอัลกอริทึมด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูล นวัตกรรมนี้มุ่งสร้างประสบการณ์ขับขี่ที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นสำหรับทุกคนด้วยการช่วยให้รถยนต์สามารถคาดการณ์การทำงานของระบบได้ล่วงหน้าและปรับสมรรถนะให้ดีขึ้น โดยไม่ต้องอาศัยข้อมูลจากเซนเซอร์ของยางรถ
ฟิลิปป์ ฌาควิน (Philippe Jacquin) รองประธานบริหารฝ่ายวิจัยและพัฒนาประจำมิชลิน ซึ่งเป็นหนึ่งในกรรมการบริหารกลุ่มมิชลิน เปิดเผยว่า “ด้วยเทคโนโลยี Universal Tire Digital Twin มิชลินไม่เพียงรับข้อมูลจากรถยนต์ แต่ยังให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์แก่รถแบบเรียลไทม์ โดยทั่วไปยางรถทุกเส้น…ไม่ว่ายี่ห้อใด…ต่างมาพร้อมระบบอัจฉริยะในตัว อย่างไรก็ตาม การพัฒนายางรถให้ชาญฉลาดมากขึ้นของ มิชลินถือเป็นการยกระดับบทบาทของผู้ผลิตยางรถยนต์ไปสู่มิติใหม่ ทั้งยังตอกย้ำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของมิชลินในการเสริมสร้างความปลอดภัยเพื่อผู้ใช้ถนนทุกคน”
- นวัตกรรมที่ช่วยยกระดับสมรรถนะรถยนต์โดยรวม พร้อมมอบประสบการณ์ขับขี่ที่เหนือกว่าและปลอดภัยยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันยังดึงศักยภาพสูงสุดของยางรถยนต์ออกมาได้อย่างเต็มที่
เทคโนโลยี Digital Twin ของมิชลิน คือแบบจำลองยางเสมือนจริงที่วิเคราะห์และคาดการณ์สภาพยางอย่างต่อเนื่องแบบเรียลไทม์ โดยพิจารณาแรงดันลมยาง การสึกหรอ น้ำหนักบรรทุก ประสิทธิภาพการยึดเกาะถนน และสภาพการขับขี่ พร้อมนำข้อมูลดังกล่าวมาเปรียบเทียบกับข้อมูลที่ได้จากระบบรถ (In-Vehicle Data)
เทคโนโลยีนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงส่งข้อมูลให้กับรถยนต์และผู้ขับขี่ แต่ยังสามารถตอบโต้โดยตรงกับระบบต่าง ๆ ที่ติดตั้งมาในรถยนต์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ช่วยยกระดับความปลอดภัยด้วยการคาดการณ์ประสิทธิภาพการยึดเกาะถนนสูงสุด, ป้องกันการเหินน้ำ, เพิ่มประสิทธิภาพของระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ (Advanced Driver Assistance Systems: ADAS) อาทิ ระบบป้องกันล้อล็อก (Anti-Blocking System : ABS) รวมถึงตรวจสอบแรงดันลมยางและตรวจจับการบรรทุกน้ำหนักเกินกำหนด ซึ่งนั่นหมายความว่ารถสามารถคาดการณ์ประสิทธิภาพการยึดเกาะถนนได้ล่วงหน้า ปรับปรุงเสถียรภาพการขับขี่ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง และปรับระยะเบรกให้เหมาะสมขึ้นได้หลายเมตร
ระบบดังกล่าวบูรณาการเข้ากับตัวรถอย่างสมบูรณ์แบบจนผู้ขับขี่แทบไม่รู้สึกถึงการทำงานที่ดำเนินอยู่ โดยระบบนี้คอยให้ความช่วยเหลือแบบเรียลไทม์ตามสภาพยางในขณะนั้น จึงให้ประโยชน์ที่จับต้องได้ในทุกการเดินทาง ซึ่งสำหรับผู้ขับขี่หมายถึงประสบการณ์ขับขี่ที่นุ่มนวล ปลอดภัย และคาดการณ์ได้มากยิ่งขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่
การส่งข้อมูลที่เชื่อถือได้อย่างต่อเนื่องจากระบบต่าง ๆ ของรถยังช่วยสนับสนุนการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ (Predictive Maintenance) ซึ่งช่วยยืดอายุการใช้งานยางให้ยาวนานขึ้น นอกจากนี้ การที่เทคโนโลยี Digital Twin ติดตามดูแลยางให้มีสภาพเหมาะกับการใช้งานสูงสุดและสามารถใช้งานบน ท้องถนนได้ยาวนานยิ่งขึ้น ยังมีส่วนช่วยลดการใช้วัสดุในการผลิตยางและบรรเทาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับวงจรชีวิตของยาง
- ระบบสมองดิจิทัลแบบฝังตัวที่ไม่ต้องติดตั้งเซนเซอร์เพิ่ม สามารถใช้งานร่วมกับรถยนต์และยางรถยนต์ทุกยี่ห้อ (Universal Embedded System)
ระบบอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์ 100% ของมิชลินนี้ใช้ข้อมูลที่มีอยู่ในระบบรถโดยไม่ต้องติดตั้งเซนเซอร์เพิ่มเติม ทั้งยังเป็นนวัตกรรมที่สามารถใช้งานร่วมกับยางรถทุกรุ่นทุกยี่ห้อ และสามารถติดตั้งได้กับยานยนต์ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคล รถบรรทุก หรือแม้กระทั่งรถรับ-ส่งอัตโนมัติไร้คนขับ (Self-Driving Shuttles)
เทคโนโลยี Digital Twin เปรียบเสมือน “สมองดิจิทัล” ซึ่งฝังตัวมาเพื่อรองรับสถาปัตยกรรมยานยนต์ ยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์ (Software Defined Vehicle: SDV) อันเป็นรูปแบบการเดินทางสัญจรแห่งอนาคต
นวัตกรรมนี้เป็นผลมาจากการวิจัยและพัฒนายาวนานกว่า 10 ปี ได้รับการคุ้มครองด้วยสิทธิบัตรหลายฉบับและผ่านการทดสอบครอบคลุมระยะทางหลายล้านกิโลเมตร โดยผสานข้อมูลที่ได้จากระบบรถเข้ากับการสร้างแบบจำลองทางกายภาพและคณิตศาสตร์ที่มิชลินพัฒนามาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาหลายปี
- การเปิดตัวนวัตกรรมล่าสุดของมิชลินไม่เพียงตอกย้ำสถานะ “เพื่อนคู่ใจ” ของผู้ขับขี่ในด้านความปลอดภัย แต่ยังแสดงถึงความพร้อมก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาดด้านเทคโนโลยีแบบจำลองยางเสมือนจริง Tire Digital Twin
เทคโนโลยี Digital Twin ของมิชลินเปลี่ยนยางให้เป็นแหล่งข้อมูลสำคัญที่กำหนดอนาคตการเดินทางสัญจรบนพื้นฐานระบบนิเวศข้อมูลของรถ
การเกิดขึ้นของยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์และยานยนต์อัตโนมัติไร้คนขับ ทำให้สามารถพัฒนาสมรรถนะและคุณสมบัติของรถ ตลอดจนประสบการณ์ขับขี่ ได้อย่างต่อเนื่องตลอดอายุการใช้งาน ทั้งนี้ ตลาดยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์มีมูลค่าอยู่ที่ 213.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 6.9 ล้านล้านบาท) ในปี 2567 และคาดว่ามูลค่าจะพุ่งสูงถึง 1.24 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 40 ล้านล้านบาท) ในปี 2573* ด้วยเทคโนโลยีที่พลิกโฉมวงการ (Disruptive Technology) ดังกล่าวทำให้กลุ่มมิชลินมีบทบาททั้งในฐานะผู้บุกเบิกและพันธมิตรรายสำคัญที่สนับสนุนผู้ผลิตรถยนต์ในการเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตรถยนต์ที่ระบบการทำงานต่าง ๆ ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์มากขึ้น
การพัฒนานวัตกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือระหว่างมิชลินกับพันธมิตรชั้นนำอย่าง Brembo แบรนด์ผู้ผลิตระบบเบรกที่มีชื่อเสียงระดับโลก, Hyundai แบรนด์รถยนต์สัญชาติเกาหลีใต้, QNX แบรนด์ซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการที่ค่ายรถยนต์ชั้นนำเลือกใช้, ETAS บริษัทผู้ผลิตซอฟต์แวร์ยานยนต์ชั้นนำ และ Sonatus บริษัทเทคโนโลยีซอฟต์แวร์และ AI สำหรับยานยนต์สัญชาติอเมริกัน โดยครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่การวิจัยพื้นฐานไปจนถึงการผลิตในระดับอุตสาหกรรม
อนึ่ง ความร่วมมือของมิชลินกับ Brembo ล่าสุด ตอกย้ำให้เห็นประโยชน์ของเทคโนโลยี Digital Twin ต่อสมรรถนะของระบบเบรก ABS ได้อย่างชัดเจน โดยการบูรณาการข้อมูลสภาพยางตามจริงเข้าในอัลกอริทึมการเบรกช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบเบรก ส่งผลให้ระยะเบรกสั้นลงได้สูงสุดถึง 4 เมตร และการเบรกมีเสถียรภาพดีขึ้น โดยเฉพาะในกรณีเบรกกะทันหัน
* อ้างอิงข้อมูลจากรายงาน MarketsandMarkets – Future of SDV Markets Global Forecast to 2030 (Passenger Car & Light Commercial Vehicle)





























